วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

“มะละกา” จุดเริ่มต้นของการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม



เขียนโดย  สุพรรษา  ถวายเทียน



บรรยากาศ เมืองมะละกา


            มะละกา เป็นรัฐหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู มีอาณาเขตทิศเหนือจดรัฐเนกรีเซมมิลัน ทิศตะวันออกจดรัฐยะโฮร์ ทิศใต้และทิศตะวันตกจดช่องแคบมะละกา ซึ่งถ้าหากจะกล่าวถึงมะละกา หลายๆ คนอาจจะนึกไปจุดศูนย์รวมแห่งการค้าที่ยิ่งใหญ่ในอดีตบริเวณคาบสมุทรมลายู แต่หากได้มองอีกมุมหนึ่ง นอกจากมะละกาจะเป็นจุดศูนย์รวมทางการค้าที่เคยรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่งในอดีตแล้ว มะละกาแห่งนี้ยังเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยอารยธรรมของศาสนาอิสลาม เป็นจุดศูนย์รวมของศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปสู่พื้นที่ต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

            ในระยะแรกที่ศาสนาอิสลามเข้ามาในมะละกา ยังคงปรากฏธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับฮินดู-พุทธ ความเชื่อดั้งเดิมหรืออาดัต (adat) และการนับถือเจ้าถือผี   ศาสนาอิสลามที่เข้ามาในระยะแรกนั้นเป็นนิกายซูฟีที่มีความเชื่อในเรื่องญาณและสิ่งลี้ลับ การเปลี่ยนมารับอิสลามของผู้คนในบริเวณหมู่เกาะเป็นผลมาจากการปฏิวัติภายใน  กล่าวคือ ความไม่พอใจต่อระบบสังคมแบบฮินดูที่มีการแบ่งแยกชนชั้นเป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้คนหันไปรับอิสลามที่เน้นย้ำความเท่าเทียมกันได้ง่ายขึ้น   ศาสนาอิสลามเอื้ออำนวยต่อระบบเศรษฐกิจแบบพ่อค้าได้ดีกว่าศาสนาฮินดู-พุทธ  โดยไม่จำเป็นต้องมีพระหรือวัดในการประกอบพิธีทางศาสนาทุกคนสามารถปฏิบัติกิจทางศาสนาได้อย่างเท่าเทียมกัน

            ศาสนาอิสลามเข้ามายังอาณาจักรมะละกาพร้อมกับความรุ่งเรืองทางการค้า   ถึงแม้ว่าการขยายอิทธิพลทางดินแดนของมะละกาได้ยุติลง แต่ในขณะเดียวกันการแพร่ขยายของวัฒนธรรมะละกา-มลายู ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามได้แพร่ขยายเข้าสู่ดินแดนอื่นๆ ในคาบสมุทรมลายู  ซึ่งมูลเหตุของการเปลี่ยนแปลงจากศาสนาดั้งเดิมนั่นก็คือว่า ศาสนาอิสลามไร้ซึ่งคณะสงฆ์ ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของสังคม หากรับนับถือศาสนาอิสลามแล้วก็ย่อมที่จะมีความเท่าเทียมกัน ใช่ว่าจะมีการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นปกครอง ขุนนาง นักบวช และประชาชน ผู้คนในสังคมถูกรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันภายใต้หลักคำสอนของอิสลาม ด้วยเหตุที่ว่าการเผยแพร่ศาสนาเป็นหน้าที่ของผู้คนทุกคนในสังคม ศาสนาอิสลามก็ได้เริ่มซึมซับเข้าสู่ผู้คนในสังคมนั้นๆ ซึ่งต่างออกไปจากศาสนาดั้งเดิมที่หน้าที่ของการเผยแพร่ศาสนาจำกัดอยู่ที่นักบวชเท่านั้น

            อย่างไรก็ตาม มะละกาต้องเผชิญอยู่กับภาวะสงครามโดยศัตรูจากแดนอื่น นั่นก็คือโปรตุเกส ที่ยกกองทัพเรือเข้ามาปิดล้อมร่วมเดือน ก่อนที่โปรตุเกสจะตีมะละกาแตก และสร้างอำนาจการปกครองเหนือมะละกา ถือเป็นจุดจบแห่งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของมะละกา อย่างไรก็ตามแม้นไม่มีอาณาจักรมะละกาแล้ว แต่การเผยแพร่ศาสนาอิสลามยังคงอยู่ แม้จะต้องเผชิญอยู่กับศาสนาใหม่ของอาณานิคมที่มีอิทธิพลอยู่เหนือบริเวณเหล่านี้เป็นระยะเวลาหลายร้อยปี แต่ศาสนาของอาณานิคมเหล่านั้นไม่สามารถที่จะพิชิตใจผู้คนในคาบสมุทรมลายูได้  ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า  การนับถือศาสนาอิสลามของชาวมลายูมิได้มีการนับถือเพียงเพื่อผลประโยชน์ในด้านการค้า หรือนับถือเพียงเพราะผู้ปกครองหันไปนับถือศาสนาอิสลาม  แต่การนับถือศาสนาอิสลามของชาวมลายูเกิดขึ้นมาด้วยแรงศรัทธาที่อยู่ภายในหัวใจจริงๆ และแม้นจะมีอะไรมาขัดขวาง ความศรัทธาเหล่านั้นก็มิสามารถเลือนหายไปจากหัวใจของชาวมลายูได้


     Website :




“มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย”


เขียนโดย สุพรรษา  ถวายเทียน




ตัวอย่าง : บรรยากาศมหาวิทยาลัยนานาชาติอิสลามมาเลเซีย



     ในปัจจุบันจะสังเกตเห็นได้ว่า มีนักศึกษามุสลิมเป็นจำนวนมากที่นิยมหันไปศึกษาด้านศาสนาอิสลามในระดับอุดมศึกษา  การพัฒนาระบบการศึกษาในหลักสูตรอิสลามได้แพร่กระจายไปทั่วโลก  ซึ่งประเทศมาเลเซียก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีหลักสูตรเกี่ยวกับการสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ   แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์  ระบบการเรียนการสอนในประเทศมาเลเซียก็ได้ปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกับยุคสมัยที่ได้เปลี่ยนไป  ซึ่ง “มหาวิทยาลัยนานาชาติมาเลเซีย” (International Islamic University Malaysia) ก็เป็นอีกสถาบันหนึ่งที่ได้มีการใช้หลักสูตรการสอนศาสนาอิสลามที่มีความสอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ที่สามารถก้าวทันโลกได้ และในขณะเดียวกันก็ยังสามารถดำรงรักษาไว้ซึ่งหลักคำสอนศาสนาอิสลามที่ถูกต้องไว้ได้

มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย เป็นมหาวิทยาลัยที่ ตั้งอยู่ ณ เขตฆอมบะ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1983 ด้วยมติการประชุมใหญ่ของ องค์การการประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference) หรือ OIC ที่มีวัตถุประสงค์จะทำให้ให้เป็นสถาบันทางวิชาการในการพัฒนาประชาชาติมุสลิมยุคใหม่ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาวิชาทั้งศาสนาและสามัญ ศาสนาเปรียบเชิงสร้างสรรค์ หรือทั้งด้านศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยตั้งอยู่บนหลักการศาสนาอิสลาม โดยใช้ภาษาอาหรับและอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอน

การที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีวิสัยทัศน์ด้านการสอนที่กว้างไกลเช่นนี้ก็เพราะเชื่อว่าในปัจจุบันโลกตะวันตกมีพื้นฐานทางความรู้ หรือญานวิทยา ที่แตกต่างไปจากอิสลามอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งถ้าหากจะศึกษาแค่องค์ความรู้ของโลกตะวันตกมันก็อาจจะทำให้ความศรัทธาของมุสลิมเกิดความสั่นคลอนได้ แต่ถ้าหากมุสลิมจะศึกษาเพียงความรู้ของศาสนาอิสลาม โดยไม่รู้ถึงความเป็นไปของวิชาความรู้ต่างๆ ในเรื่องทางโลกที่ตะวันตกนำมาให้ อาจทำให้การใช้ชีวิตของมุสลิมในโลกสมัยใหม่เป็นไปได้ยากลำบาก ดังนั้น การสังเคราะห์องค์ความรู้ตะวันตกเข้ากับหลักการและเป้าหมายการศึกษาอิสลามจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้

ดร.อิสมาแอล ราจี อัลฟารุกี และนักวิชาการอีกหลาย ๆ ท่าน ให้เหตุผลว่า มีความจำเป็นสำหรับโลกมุสลิมในปัจจุบันที่จะสร้างแนวคิดอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ ระหว่างองค์ความรู้อิสลามกับองค์ความรู้ตะวันตก โดยให้เหตุผลว่านี่คือความตกต่ำและความล้าหลังของโลกมุสลิมที่ตามไม่ทันโลกตะวันตก ดังนั้นแนวคิดอิสลามานุวัตรองค์ความรู้ จึงเป็นภาระหนึ่งในความพยายามของนักวิชาการมุสลิม ที่พยายามจะผสมผสานองค์ความรู้ของตะวันตกให้เข้ากันกับหลักการอิสลาม แต่เมื่อตรวจสอบดูแนวโน้มของนักวิชาการในขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ความรู้แล้ว ก็จะพบว่า ความพยายามที่จะทำให้องค์ความรู้สมัยใหม่ให้เป็นอิสลามนั้นจะเน้นหนักไปทางด้านสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์ จิตวิทยา รัฐศาสตร์ มานุษยวิทยา ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ความพยายามดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เยาวชนมุสลิมรุ่นใหม่ได้ตื่นตัวกับขบวนการการสร้างองค์ความรู้ให้เป็นอิสลามมากขึ้น และระแวดระวังสิ่งแปลกปลอมทางความคิด ค่านิยมของชาวตะวันตกที่มาพร้อมกับสาขาวิชาต่างๆ ที่สอนกันอยู่ในสาขาวิชาสังคมศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อหลักปฏิบัติและหลักความเชื่อได้

ดังนั้น อิสลามานุวัตรองค์ความรู้ จึงเป็นความพยายามจะขัดเกลาความรู้สมัยใหม่หรือความรู้แบบโลกวิถีให้อยู่ภายใต้กรอบและหลักการของอิสลาม แต่อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่เข้าใจผิดคิดว่าอิสลามปฏิเสธมาตรฐานการวัดความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องของความรู้ที่มนุษย์พยายามสร้างขึ้น เช่น โดยการทดลอง การสังเกต โดยการพิสูจน์ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่มีอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง และเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่สำคัญในอิสลามเช่นกัน เพราะความเป็นจริงอิสลามไม่ได้ปฏิเสธองค์ความรู้ที่มาจากประสาทสัมผัสของมนุษย์เอง แต่อิสลามพยายามจะชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีข้อจำกัด แม้แต่ประสาทสัมผัสบางอย่างของมนุษย์เองก็ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ดีกว่าประสาทสัมผัสของสัตว์บางชนิด และประเด็นสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องการปฏิเสธพระผู้สร้างหรือพระเจ้าโดยมนุษย์ ความแตกต่างตรงนี้เองที่สร้างความโดดเด่นขององค์ความรู้แบบอิสลาม ในขณะที่ชาวตะวันตกเองหรือนักคิดแบบวิถีโลกก็จะพูดว่านี่ถือเป็นชัยชนะของมนุษย์ที่มีเหนือพระเจ้า เหนือธรรมชาติ อิทธิพลของพระเจ้า ถูกถือว่าเป็นความเชื่อของบุคคลไป มนุษย์เป็นอิสระแล้ว

การที่มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย สามารถปรับปรนการจัดการศึกษาให้เข้ากับแนวคิดโลกาภิวัฒน์โดยไม่ทอดทิ้งวิถีวัฒนธรรมอิสลาม และหลักการศาสนาอิสลามในอดีตได้อย่างลงตัวกอร์ปกับได้รับการสนับสนุนจากองค์การการประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference - OIC) ทำให้เป็นที่รวบรวมของปัญญาชนมุสลิมทั่วโลก อันทำให้มีการแลกเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมมุสลิมต่างเชื้อชาติกันภายใต้แนวคิดประชาติเดียวกัน หรืออุมมะฮ์เดียวกันได้อย่างลงตัว และทำให้กลายเป็นสถาบันการจัดการศึกษาหนึ่งที่มีนักศึกษามุสลิมต่างประเทศมากที่สุดถึง 99 ประเทศ เข้ามาศึกษาความรู้ทั้งวิชาการศาสนาและสามัญ อันเนื่องมาจากมหาวิทยาลัยสามารถปรับปรนการจัดการศึกษาให้เข้ากับแนวคิดโลกาภิวัฒน์ โดยไม่ทอดทิ้งวิถีวัฒนธรรมอิสลามและหลักการศาสนาอิสลามในอดีต นั่นเอง


           Website :

http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=938

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=338874


วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

“บาจู กุรง” เครื่องแบบที่สอดคล้องกับการแต่งกายของมุสลิม


เขียนโดย : สุพรรษา  ถวายเทียน


ตัวอย่าง : บาจู กูรง


   เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การแต่งกายของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะมีความแตกต่างออกไปจากการแต่งกายของศาสนาอื่นๆ โดยสิ้นเชิง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวมุสลิมที่เป็นผู้หญิง มักจะมีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเมื่อเห็นแล้วก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้นับถือศาสนาอิสลาม  อย่างไรก็ตาม การแต่งกายที่สอดคล้องกับศาสนาอิสลามตามบทบัญญัตินั้นก็บอกได้อย่างชัดเจนว่า การแต่งกายต้องเป็นเช่นไร กล่าวคือ  ผู้หญิงจะต้องมีการแต่งกายที่ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด ไม่รัดรูป ไม่บางจนเห็นรูปร่าง และสามารถเปิดเผลได้เพียงใบหน้าและฝ่ามือเท่านั้น  ส่วนผู้ชายก็ให้ปกปิดตั้งแต่สะดือ จนถึงหัวเข่า ส่วนอื่นๆ สามารถที่จะเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตาม การแต่งกายของชาวมุสลิมในพื้นที่ต่างๆ ก็มีรูปแบบเครื่องแต่งกายที่แตกต่างกันออกไป แต่ทั้งนี้ ก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งการแต่งกายที่ถูกต้องตามแบบอิสลามไว้ได้

     ลักษณะการแต่งกายของมุสลิม ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมตามแต่ภูมิภาคนั้นๆ เช่น ภูมิภาคตะวันออกกลาง (ประกอบด้วยวัฒนธรรมอาหรับ เปอร์เซีย เติร์ก) ภูมิภาคแอฟริกา ภูมิภาคเอเชียกลาง ภูมิภาคเอเชียใต้ (อินเดีย ปากีสถาน) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (คาบสมุทรมลายู และหมู่เกาะ) โดยจะมีรายละเอียดลักษณะการแต่งกายแตกต่างกันไป สตรีมุสลิมแถบตะวันออกกลาง นิยมสวมเสื้อคลุมยาวเรียกว่า อบายะห์ (Abaya) ในเอเชียใต้นิยมห่มสาหรี ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สวมเสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายู นุ่งซิ่นปาเต๊ะ ผ้าบาติก หรือการจับเอาหลายวัฒนธรรมมาผสมผสาน  ในส่วนของการคลุมศีรษะนั้น มีลักษณะการคลุมหลายลักษณะ เช่น คิมารฺ (Khimār) หรือตอรฺฮะฮฺ (Tarha) คือการใช้ผ้าคลุมศีรษะโดยเปิดเผยใบหน้า หรือ นิกอบ (Niqab) การใช้ผ้าปิดบังใบหน้า แต่เปิดเผยเฉพาะดวงตา และ บุรฺเกาะ (Burqa) คือปิดคลุมใบหน้าทั้งหมด ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ผ้าคลุมฮิญาบได้คิดค้นด้วยภูมิปัญญาการเย็บปักผ้าคลุมอย่างประณีต รักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้วยการออกแบบลายปักผ้าและสีสัน  เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    สำหรับประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวมลายูจึงอยู่ในรูปแบบที่บ่งบอกถึงความเป็นมุสลิมได้อย่างชัดเจน ซึ่ง หนึ่งในเครื่องแต่งกายของชาวมลยูก็คือ “บาจู กุรง” ซึ่งเป็นชุดประจำชาติมาเลเซีย  สำหรับลักษณะเด่นของชุดบาจู  กูหรงนั้น ไม่ว่าของผู้ชายหรือผู้หญิง  มักจะตัดเย็บด้วยผ้าผืนเดียวกัน  เพราะฉะนั้นทั้งสีและลวดลายบนผืนผ้า จึงเป็นแบบเดียวกันทั้งชุด  แต่ชุดของผู้ชายกลับมีเครื่องเครามากกว่าของผู้หญิงชุดผู้ชาย ทั้งเสื้อและกางเกงลวดลายสีสันเดียวกันทั้งชุด   ไม่นิยมลวดลายสัตว์หรือผิดหลักศาสนาอิสลาม เสื้อผู้ชายเป็นแขนยาว  ทั้งแบบคอลมและคอจีน  ซึ่งมีรังดุมราว  2-5  เม็ด  ผ่าจากคอเสื้อลงมาถึงกลางอก  ส่วนท่อนล่างจะเลือกใส่กางเกงหรือผ้าโสร่งก็ได้  ถ้าใส่กางเกงต้องมีผ้าพัน  หรือมองดูคล้ายโสร่งสั้น  จากสะดือถึงเข่า  ภาษามลายูเรียกผ้าพันนี้ว่า  ซัมปิน  (Sampin)  ซึ่งสีไมฉูดฉาด  แต่ก็สวยงามบางทีเป็นผ้าไหม  ดิ้นทอง  ซัมปินทำให้ชุดผู้ชายดูสุภาพเรียบร้อย  ทั้งยังสามารถกันเปื้อนได้อีกด้วย  และที่ศีรษะผู้ชายจะสวมหมวกแขกกำหยี่สีดำ  ภาษามลายูเรียกว่า  ซองโก๊ะ  (Songkok)  แต่ถ้าจะให้เต็มยศบางคนก็จะสวมผ้าพันเป็นรูปมงกุฎสวมทับไปบนหมวกอีกชั้นหนึ่ง

   สำหรับชุดผู้หญิง  จะมีเครื่องแต่งกายน้อยชิ้นกว่าผู้ชาย  ทั้งเสื้อและกระโปรงตัดด้วยผ้าบางเบา  เนื่องจากภูมิอากาศที่ร้อนอบอ้าว  ผ้าเป็นลวดลายและสีเดียวกันทั้งชุด    หรือสีที่เข้ากันดีระหว่างเสื้อกับผ้านุ่ง    นิยมลวดลายดอกไม้สีสันสดใส เสื้อผู้หญิงเป็นแบบแขนยาว  ชายเสื้อยาวลงมาถึงเข่า  บางคนนิยมตัดเย็บเสื้อเข้ารูป  แต่บางคนปล่อยให้หลวมๆ  ไม่เน้นรูปร่าง  ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงยาวคลุมตาตุ่ม  ไม่ผ่าข้าง เมื่ออกนอกบ้าน  ผู้หญิงมาเลเซียนิยมคลุมศีรษะด้วยผ้าบางเบา  มีสีสันลวดลายดูกลมกลืนหรือเป็นลายเดียวกับเสื้อและกระโปรง  ผ้านี้บางทีก็นำมาคลุมไหล่เป็นเครื่องประดับได้ด้วย  สตรีมุสลิมที่เคร่งครัดก็มักคลุมฮิญาบ   หรือที่ชาวมลายูเรียกว่า  ตุดง (Tudung)  ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น

    ดังนั้น เราจะพบว่า การแต่งกายของชาวมลายูแม้จะเป็นไปตามวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย ที่ต้องการดำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นมลายูผ่านการแต่งกาย  แต่กระนั้น ก็ตามชาวมลายูก็ยังคงสามารถที่จะปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับหลักการศาสนาอิสลามผ่านเครื่องแต่งกายได้


Website :



พรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย (Parti Islam Se-Malaysia)



เขียนโดย : กัญยานี จันทร์ทอง 








สัญลักษณ์ของพรรดอิสลามในมาเลเซีย


       พรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย (Parti Islam Se-Malaysia) หรือพรรคปาสเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านพรรคหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองมาเลเซีย ร่วมกับ พรรคกิจประชาธิปไตย (Democratic Action Party)พรรค PRM และ พรรคยุติธรรมหรือในภาษามลายูเรียกว่า เกออาดิลัน (People's Justice Party , KeADILan)  พรรคปาสจัดตั้งเป็นทางการเมื่อ 23 ตุลาคม  ค.ศ. 1951 แต่ สามารถจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง ในวันที่ 31  พฤษภาคม   ค.ศ. 1955เดิมนั้นเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีการผสมผสานกันระหว่างชาตินิยมมลายูเพื่อต่อต้านจักรวรรดนิยมอังกฤษก่อนมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษและศาสนานิยมคือศาสนาอิสลาม

     พรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย (Parti Islam Se-Malaysia) หรือพรรคปาส(เป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนเรื่องเชื้อชาติ) เป็นพรรคการเมืองในมาเลเซียที่นิยมแนวทางทางศาสนาอิสลาม พยายามต่อสู้เพื่อผลักดันให้รัฐธรรมนูญเพิ่มหลักการของศาสนาอิสลามเข้าไปด้วย พรรคนี้ประสบความสำเร็จในการทำให้สภานิติบัญญัติของรัฐกลันตัน(จากการที่พรรคอิสลามมาเลเซีย (PAS) มีฐานอำนาจอยู่ในรัฐนี้มานานหลายปี จึงทำให้กลันตันเป็นรัฐที่มีความเป็นอนุรักษนิยมทางสังคมมากที่สุดในประเทศ องค์ประกอบทางชาติพันธุ์ประกอบด้วยชาวมาเลย์ร้อยละ 95 ชาวไทยร้อยละ 3 ชาวจีนร้อยละ 1.9 และอื่น ๆ ร้อยละ 0.1)ผ่านกฎหมายที่มีการลงโทษแบบอิสลามได้ใน พ.ศ. 2536

   อิทธิพลแนวคิดการดำเนินทางการเมืองของพรรคปาส คือธรรมนูญและกฎหมายจะต้องสอดคล้องหลักนิติศาสตร์อิสลามซึ่งมีพื้นฐานจากคัมภีร์อัลกุรอาน วัจนศาสดาและมติของปวงปราชญ์(1)ผู้นำสูงสุด (Khalifah or Amirr) การแต่งตั้งผู้นำตามทัศนะของอิสลามมีนักปราชญ์โลกมุสลิมได้ให้ทัศนะว่าหากเป็นผู้นำต้องมีคุณสมบัติ 8 ประการ และระบบชูรอในอิสลาม

   จุดกำเนิดของพรรคเริ่มจากการตั้งพรรคอิสลามมาลายาทั้งมวลเมื่อ พ.ศ. 2494 ซึ่งเป็นพรรคที่เคร่งศาสนาและมีอิทธิพลทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ พรรคปาสเข้าเป็นพันธมิตรกับบารีซัน นาซิยนนัลเมื่อ พ.ศ. 2516 แต่ถูกขับออกมาเมื่อ พ.ศ. 2520 หลังจากนันพรรคมีการเปลี่ยนผู้นำ เน้นนโยบายฟื้นฟูศาสนาอิสลามและจัดตั้งรัฐอิสลาม ทำให้ประนีประนอมกับกลุ่มที่ไม่ใช่มุสลิมได้ยาก และกลายเป็นคู่แข่งทางการเมืองของพรรคอุมโนที่เป็นพรรครัฐบาล

     ผลจากคดีการจับกุมนายอันวาร์ อิบราฮิม(ใน พ.ศ. 2542 เขาถูกตัดสินจำคุกหกปีด้วยข้อหาคอร์รัปชัน และใน พ.ศ. 2543 ถูกตัดสินจำคุกอีกเก้าปีด้วยข้อหาร่วมเพศทางทวารหนัก ใน พ.ศ. 2547 )ทำให้พรรคปาสได้รับความนิยมมากขึ้น สามารถควบคุมสภานิติบัญญัติของรัฐกลันตันและรัฐตรังกานูได้ในการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2542 และหัวหน้าพรรคคือนายฟัดซัล โนช์ได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาสหพันธรัฐ
 พรรคอิสลามแห่งมาเลเซียเป็นพรรคที่ผลักดันให้มีการเพิ่มรัฐธรรมนูญเพิ่มหลักการของศาสนาอิสลามเข้าไปอิทธิพลแนวคิดการดำเนินทางการเมืองของพรรคปาส คือธรรมนูญและกฎหมาย  จะต้องสอดคล้องหลักนิติศาสตร์อิสลามซึ่งมีพื้นฐานจากคัมภีร์อัลกุรอาน อุดมการณ์คืดอิสลามนิยม สีของพรรคคือ ขาว-เขียว



Website :



วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ศาลมาเลเซีย สั่งห้ามชาวคริสตใช้คำว่า “อัลลอฮ”แทนพระเจ้า



เขียนโดย : สุไลมัน มะดีเยาะ






          จากการที่ศาลอุทธรณ์มาเลเซีย สั่งห้ามหนังสือพิมพ์คริสต์ เดอะ เฮอรัลด์ ใช้คำว่า"อัลเลาะห์" เพื่ออ้างถึง"พระเจ้า" หรือ God ในศาสนาคริสต จึงทำให้ประเด็นดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางศาสนา และเกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับสิทธิของชนกลุ่มน้อยในมาเลเซีย โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มาเลเซียทั้งหมด 3 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งห้ามหนังสือพิมพ์"เดอะ เฮอรัลด์" ภาคภาษามาเลย์ ใช้คำว่า "อัลเลาะห์"เพื่อเรียกแทนคำว่า"พระเจ้า"  ซึ่งนายโมฮัมเหม็ด อาพันดี อาลี หัวหน้าคณะผู้พิพากษาให้เหตุผลว่า คำว่า "อัลเลาะห์" ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในเนื้อหาสำคัญตามความเชื่อของชาวคริสเตียน และการนำคำนี้ไปใช้ อาจสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับผู้คนในชุมชน
  
คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นการกลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นเมื่อปี 2009 ซึ่งเคยอนุญาตให้หนังสือพิมพ์คาทอลิกฉบับนี้ สามารถเรียกพระเจ้าของชาวคริสต์ว่า "อัลเลาะห์"ได้ เช่นเดียวกับที่ชาวคริสต์ในมาเลเซียใช้กันมานานหลายร้อยปี หลังจากหนังสือพิมพ์ได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อคัดค้านคำสั่งของรัฐบาลมาเลเซีย จึงประกาศห้ามเรียก"พระเจ้า" ว่าพระ"อัลเลาะห์” แต่การตัดสินในปี 2009 ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันทำให้โบสถ์คริสต์และมัสยิดถูกโจมตี   และในปี 2008 อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยเคยสั่งห้าม เดอะ เฮอรัลด์ ไม่ให้ใช้คำนี้ เพื่อความสงบของบ้านเมือง

ประเด็นปัญหาความขัดแย้งทั้งสองศาสนาโดยมีนัยทีแตกต่างกันไป โดยมุมมองทางด้านศาสนาคริสต ทีมทนายของ เดอะ เฮรัลด์ โต้แย้งว่า อัลเลาะห์ เป็นคำที่มีมาก่อนศาสนาอิสลาม และชาวคริสต์บนเกาะบอร์เนียวก็ใช้คำนี้อย่างแพร่หลายมานานหลายร้อยปีแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ฝ่ายตนก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดของมาเลเซียต่อไป และในตรงกันข้ามนั้นศาสนาอิสลามออกมาถือป้ายประท้วงประมาน 200 คนไม่ให้ศาสนาคริสตใช้คำว่า “อัลลอฮ” แทนพระเจ้า  เนื่องจากอัลลอฮไม่ใช่ส่วนหนึ่งในการศรัทธาของศาสนาคริสต หากใช้คำนี้อาจเกิดความสับสน และ ปกป้องไม่ให้พระนามของอัลลอฮถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดๆ ซึ่งชาวมุสลิมจะถือว่าเป็นญิฮาดอย่างหนึ่ง(การต่อสู้เพื่อศาสนา)

หลวงพ่อ ลอว์เรนซ์ แอนดรูว์ บรรณาธิการผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ เดอะ เฮรัลด์ ระบุว่า “คนทั้งประเทศต้องร่วมกันปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย... พระเจ้าทรงเป็นส่วนสำคัญในทุกๆ ศาสนา”




ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะเห็นได้ว่า มุสลิมไม่ต้องการให้ชาวคริสต ใช้คำว่า อัลลอฮ แทนพระเจ้า หรือ God ในศาสนาคริสต โดยคำว่า อัลลอฮ เป็นพระนามผู้ยิ่งใหญ่ที่ชาวมุสลิมนับถือ จึงไม่แปลกที่ชาวมุสลิมลุกมาประท้วงในสิทธิของความเป็นมุสลิม และในตรงกันข้ามนั้นจะเห็นได้ว่า ปัญหาของชาวคริสต ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในมาเลเซีย ที่ต้องการเรียกร้องสิทธิ โดยที่ตนเคย ใช้คำว่า อัลลอฮ มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่กลับต้องห้ามไม่ใช้อีก จึงทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้ง


Website :

ความเคลื่อนไหวขององค์กรศาสนากับการร้องเรียนความบันเทิง


เขียนโดย : นิตยา บารอสิดิก

        
           มาเลเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรประมาณ 29.5  ล้านคน โดยมีประชากรส่วนใหญ่ประมาณ 50%  เป็นชาวมาเลย์ ซึ่งตามข้อมูลระบุว่า 99.9% ของชาวมาเลย์นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีย์ โดยประเทศยังมีประชากรชาวจีน กับอินเดียอยู่ที่ประมาณ 23.7%  และ 7.1%  ตามลำดับ   อย่างไรก็ตาม การประกวดมิสมาเลเซียเวิลด์ 2013 ที่ผ่านมา  อันทำให้องค์กรศาสนาออกมาร้องเรียนห้ามให้สาวงามทั้ง4 ที่นับถือศาสนาอิสลาม เข้าประกวดในรอบตัดสิน จึงทำให้ทางกองประกวดตัดสินใจตัดสิทธิสาวงามทั้ง4 ออกจากการประกวด   เพราะเนื่องจาก เป็นข้อที่ผิดกฏตามบัญญัติทางศาสนาเอาไว้ในกฎหมายอิสลามมาตราที่ 34 ที่บังคับใช้มาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนแล้ว ที่ระบุเอาไว้อย่างชัดเจน “ว่าการเข้าร่วมประกวดบนเวทีความงามของสตรีชาวมุสลิมมาเลเซีย จะถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และเป็นบาป”  ที่มีขึ้นหลังจาก ราฮีมา  ออเชียต ยายาห์ เป็นสาวมุสลิมคนสุดท้ายที่ครองมงกุฎมิสมาเลเซียเวิลด์ในปี 1994 หลังจากก่อนหน้านั้นในปี 1992เออร์รา ฟาซีรา ก็เป็นสาวมุสลิมอีกคนที่ได้ครองมงกุฎมิสของเวทีประกวดใหญ่สถาบันนี้    ต่อมา อันเป็นเหตุที่ทำให้สาวมุสลิมไม่เหมาะต่อการขึ้นโชว์ร่างบนเวที   และความบันเทิงนี้จะเป็นที่ต่อต้านขององค์กรที่ไม่สนับสนุนหญิงสาวมุสลิมในการแสดงตัวความสวยบนท้องเวที


สาวงามมุสลิมทั้ง 4 ที่ถูกตัดสิทธิออกจากการประกวดรอบตัดสิน

อย่างไรก็ตาม  สาวงามทั้ง 4 คน ที่ทางกองประกวดเพิ่งประกาศว่าพวกเธอคือหนึ่งในผู้เข้ารอบสุดท้าย ที่จะได้ชิงมงกุฎ มิสมาเลเซียเวิลด์ 2013 แต่ท้ายที่สุด คงต้องออกจากการประกวดไป   ซึ่งประกอบไปด้วย แคทรินา บินติ ริซวน, มีรา ชีกห์, วาฟา โจฮันนา เดอ คอร์เต และ ซารา อเมเลีย เบอร์นาร์ด   ทั้งนี้ เมื่อมีการตัดสิทธิทั้ง 4 ออกจากการประกวดรอบตัดสินแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้การประกวดที่มีผู้เข้าประกวดที่ไม่ใช่สาวมุสลิมยังดำเนินการต่อไป  




และสำหรับการประกวด มิสเวิลด์ 2013 ที่จัดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ที่ผ่านมา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกัน ทางกองประกวดจึงได้ประกาศว่าในปีนี้เพื่อเป็นการแสดงความเคารพวัฒนธรรมของเจ้าภาพ จึงจะไม่มีการประกวดในรอบชุดว่ายน้ำทูพีซ แต่ให้สาวงามผู้เข้าประกวดสวมชุดว่ายน้ำวันพีซ และสวมโสร่งทับเอาไว้อีกชั้นแทน    แต่อย่างไรก็ตาม การประกวดมิสเวิลด์ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่และเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ จึงทำให้องค์กรมุสลิมออกมาต่อต้านอย่างสิ้นเชิง



Website :